เหตุผลของการเป็นหมอ
posted on 14 May 2006 21:38 by erney007ตรวจร่างกายผ่าน สอบสัมภาษณ์ผ่าน ประกาศผลเรียบร้อย เอินได้เป็นหมอขอนแก่นแล้วค่ะ
กลับมาถึงบ้านได้วันเดียวเพื่อนโทรมาบอกว่าที่รามาธิบดีเขาประกาศรับคนเพิ่ม 22 คน เพราะมีนักเรียนสละสิทธิ์ เราก็รีบเปิดเว็บเข้าไปดูทันทีเพราะจริงๆแล้วเราเลือกหมอรามาธิบดีไว้อันดับหนึ่ง ที่เรียนก็อยู่ตรงข้ามที่ทำงานแม่ ไม่ต้องไปไกลบ้าน คณะแพทย์ก็เก่ง และอีกหลายๆอย่างที่ทำให้เอินรู้สึกว่าที่นี่เหมาะสมกับเอินมากที่สุด ยกเว้นเรื่องคะแนนเพราะคะแนนเอินไม่สูงพอที่จะเข้าได้
คิดตามเงื่อนไขของกสพท.แล้วเอินจะได้คะแนน 62.7710 คะแนน ซึ่งถือว่าต่ำมากเพราะวิชาเฉพาะทำไม่ได้เลย ส่วนคะแนนต่ำสุดของหมอรามาอยู่ที่ 66.0734 คะแนน เอินยอมรับว่าทำคะแนน A-NET ได้ไม่ดีเลย บางทีเราอาจจะเป็นหมอไทยสังคมจริงๆก็ได้ คือไม่ได้เก่งทางวิทยาศาสตร์จริงๆ อาศัยแค่เป็นพวกแถไปเรื่อยๆแล้วฟลุกได้คำตอบที่ถูกต้องมากกว่า จริงๆแล้วเอินไม่ใช่คนเก่งอะไรจริงๆสักอย่าง
นับวันความกังวลยิ่งทวีมากขึ้น เพราะเอินเป็นคนเฉื่อย ทำอะไรชักช้า ไม่รอบคอบ คิดไม่เป็น ชุ่ย แล้วก็ผลัดวันประกันพรุ่ง โดนแม่ว่าอยู่ทุกวันว่าขี้เกียจขี้กลัว แบบนี้จะไปรักษาใครเขาได้ วันนี้เลยโทรไปคุยกับพี่ชายที่อยู่ศิริราช เขาก็ถามกลับมาว่า อยากเป็นหมอหรือเปล่าล่ะ
ก็อยากสิ อยากเป็นมากเลยด้วย
เออ แล้วอยากเป็นเพราะอะไรล่ะ
เอินลองนึกย้อนไปดูตอนที่ตัดสินใจเรียนหมอ ใครที่เห็นชีวิตช่วงม.ปลายของเอินมักจะคิดว่า แบบนี้มันจะไปเรียนอะไรได้ ทั้งทำกิจกรรม อ่านการ์ตูนในห้องเรียน ลดความอ้วน เล่นเกม บ้าแต่งนิยาย หลั่นล้าไปวันๆ เกรดเทอมแรกก็ 4.00 หลังจากนั้นมันก็ดิ่งเหวลงมาเรื่อยๆจนม.5เทอมปลาย ได้ 3.47 เพราะได้ฟิสิกส์เกรด 0 ลืมส่งงานอาจารย์ พลาดอย่างไม่น่าให้อภัย สำหรับคนที่เรียนเอาสนุกไปเรื่อยเปื่อยอย่างเอินก็คิดว่าเข้าสถาปัตย์ให้ได้ก็พอ หรือถ้าไม่ได้จริงๆก็ไปเรียนเศรษฐศาสตร์ ขำๆ ยังไงก็วิชาถนัดของเราอยู่แล้ว
เหตุก็เกิดตรงนี้แหละ วันก่อนที่เอินจะไปเยี่ยมป้าที่ขอนแก่น เอินถูกแมวกัดที่น่อง เขี้ยวฝังลึกเข้าไปในกล้ามเนื้อเลย เลือดไหลหยดเป็นทางไม่หยุด แต่เอินเคยฉีดวัคซีน Rabies แล้วแม่เขาเลยไม่ค่อยห่วง เดินมาดูเสร็จก็เดินไปดูแมวว่าโดนเอินเหยียบหางเป็นอะไรหรือเปล่า (อ้าว) สรุปว่าไม่ได้ล้างแผลทันที เชื้อโรคเลยลามเข้ากระแสเลือด คราวนี้ก็สนุกสนานครับ ปวดมากๆ ขาบวมเต่ง ขยับไม่ได้แม้แต่จะกระดิกนิ้วเท้าเพราะปวดมาก แถมเลือดจะไหลออกมาอีก เวลาจะยกขาต้องใช้มือช่วย พูดง่ายๆคือขาข้างนั้นใช้การไม่ได้เลย
ไปขอนแก่นด้วยความทุลักทุเลและกังวลมากๆ เราก็เริ่มเป็นไข้เพราะพิษบาดแผล แต่ก็ยังไม่ได้ไปหาหมอเพราะถ้าไปโรงพยาบาลก็รอนาน คลินิกก็อยู่ในเมือง อยากจะร้องไห้แต่ก็ร้องไม่ออก ถึงตอนนี้แผลที่ขาเริ่มมีน้ำเหลืองแล้ว ขยับทีก็เลือดออกจนขากางเกงชื้นไปหมด อาบน้ำก็ไม่สะดวก (ต้องห้ามเลือดกันหลับอาบน้ำ) กล้ามเนื้อน่องปวดมากๆ ขามันก็บวมจนน่ากลัว จากสีเนื้อธรรมดาก็เริ่มคล้ำขึ้น ความปวดยังอยู่แต่ประสาทสัมผัสเริ่มชา เอินกำลังจะขึ้นม.6 ก็มีความรู้มากพอว่าไอ้อาการแบบนี้มันเรียกว่าไฟลามทุ่ง และขาเอินมันก็เริ่มจะไปแล้ว ปล่อยไว้อีกเดี๋ยวได้เนื้อตายโดนตัดทั้งขาแน่ เผลอๆบาดทะยักจะถามหาอีกต่างหาก ในที่สุดเอินก็ตัดสินใจว่า เอาวะ ตายเป็นตาย ถึงจะเลือดไหลไม่หยุดยังไงวันนี้ต้องไปหาหมอให้ได้
ไปถึงคลินิกตอนใกล้ค่ำ ต้องนั่งรอเหมือนกัน ปวดทุกครั้งที่ขยับขา พอเข้าไปเจอหมอ ก็เห็นเป็นผู้ชายผิวขาวๆ หน้าตาจีนๆ ใส่แว่น บุคลิกก็เป็นหมอทั่วไป เราเองไม่ได้ประทับใจหมออยู่แล้วก็เดินไปที่เตียงตรวจอย่างซังกะตาย เออๆ เอาไงก็เอา พอหมอมายืนข้างๆ ถามแม่ว่าเป็นอะไรมา เปิดดูแผลแล้วก็จับพลิกมาดู (ปวด~~) คิดอะไรอยู่ครู่หนึ่งแล้วก็หันมาทางเรา
เขายิ้มให้
เท่านั้นแหละ ความกังวลทุกอย่างหายไปทันที ความกลัวที่ไม่รู้ว่าตัวเองจะเป็นอะไรหรือเปล่า ทุกอย่างหายไปหมดเพียงแค่หมอยิ้มให้ ฟังที่หมอพูดให้แม่ฟังก็รู้ว่าอาการหนักเอาเรื่อง แต่ก็ไม่กังวลแล้วเพราะเรารู้ว่ามีหมออยู่ หมอที่เข้าใจความทรมานของเรา เอินเพิ่งรู้ตอนนี้เองว่ารอยยิ้มนี่มีผลต่อจิตใจคนมาก หมอเขาก็ฉีดวัคซีนบาดทะยักให้แล้วก็สั่งยาแก้อักเสบ แนะนำวิธีการดูแลให้หมดทุกอย่างเพราะเอินจะต้องกลับบ้านวันมะรืนนี้แล้วและอาจไม่ได้มาที่คลินิกอีก ตอนหลังถึงได้มารู้ว่าหมอจบจากขอนแก่น เกียรตินิยมอันดับสอง (ถ้าเป็นมนุษย์ปกติถือว่าเก่งมาก) ปัจจุบันก็เป็นอาจารย์หมออยู่ที่ขอนแก่นด้วย
นั่นเป็นจุดเริ่มต้นของชีวิตการเป็นหมอของเอิน จากเด็กที่เรียนไม่เก่ง อยู่ประมาณอันดับท้ายๆของห้องก็ถีบตัวเองขึ้นมาเป็นอันดับที่สามของห้อง เป็นรองก็แค่พวกเด็กโอลิมปิก ที่เคยปากกล้าปากแข็งว่าชีวิตนี้ไม่มีทางเรียนพิเศษแน่นอนก็ไปลงคอร์สเอนทรานซ์วิชาเคมี ฟิสิกส์ และเลข ชีววิทยาที่เคยเกลียดเข้าไส้ก็ไปซื้อตำรามหาวิทยาลัยต่างประเทศมาอ่าน อ่านหนังสือง่วงก็หาอะไรกิน ตัวเองจะอ้วนก็ช่างมัน พูดง่ายๆก็คือเปลี่ยนวิถีชีวิตตัวเองไปเลย เพื่อเข้าหมอเนี่ยแหละ ไปสอบตรงสอบทุนสอบโควต้าที่ไหนก็ติดแต่สละสิทธิ์หมดเพื่อเอาหมอ บางคนคิดว่าเราบ้าเพราะไอ้พวกที่เราติดมันก็ของถนัดเรา ทั้งวิศวะ ทั้งเศรษฐศาสตร์ ทั้งบัญชี แต่พอเราบอกว่าเราจะเข้าหมอ ทุกคนก็จะทำหน้าเหลือเชื่อ แบบว่า "นี่หรือหมอ" อ่านะ... เราแค่ชอบเต้น Hip Hop เอง
ถามว่าเอินอยากเป็นหมอเพื่ออะไร เพื่อเงินเหรอ ไม่ใช่ ถ้าตอบแบบนางสาวไทยจะตอบว่า เพราะอยากช่วยเหลือคนอื่นค่ะ แต่เอินไม่ตอบอย่างนั้น เอินไม่คิดว่าตัวเองเป็นผู้ยิ่งใหญ่ขนาดที่ว่าจะช่วยเหลือคนทั้งโลกได้ ไม่ได้เก่งขนาดที่จะรักษาโรคยากๆหรือช่วยชีวิตคนได้ทุกคน ไม่ได้อยากเป็นหมอเพื่อช่วยเหลือคนไปเรื่อยๆ ทำเงินพอกินพออยู่ได้สบายๆ แต่ที่เอินเลือกเป็นหมอเพราะเอินเข้าใจความรู้สึกของการเป็นคนไข้ ความรู้สึกโดดเดี่ยว ความกังวล ความกลัว ความทรมาน การเป็นหมอไม่ใช่เพียงการซ่อมแซมร่างกายที่บาดเจ็บนั้น แต่มันคือการนำรอยยิ้มกลับมาสู่คนไข้ด้วย เขายิ้มได้เพราะเขามั่นใจว่าอย่างน้อยในตอนนี้ก็มีคนๆหนึ่งที่มองเขาอยู่ คนที่คอยรักษาอาการเจ็บป่วยของเขาให้หาย คนที่คอยให้กำลังใจเขาให้ต่อสู้กับโรคร้ายไปด้วยกัน คนที่ยิ้มให้กับเขาเสมอแม้ในยามสิ้นหวัง คนที่พยายามทุกวิถีทางเพื่อนำความสุขของเขากลับมา เอินก็อยากจะเป็นหมอแบบนั้นแหละ
ก็ไม่รู้ว่ามือเล็กๆคู่นี้กับเซลล์สมองสีเทาของเราจะพาว่าที่หมอคนนี้ไปได้ไกลแค่ไหน แต่เอินก็จะพยายามทำอย่างดีที่สุด ให้สามารถเรียกตัวเองว่า แพทย์ ได้อย่างเต็มภาคภูมิ
โชคดีครับผม

จะคอยเป็นกำลังใจให้นะคะ ...
สุดยอด
ทั่นเอินจะเป็นหมอที่ดีได้แน่ค่ะ ถ้าพยายามอย่างนี้ต่อไปเรื่อยๆ^ ^ แถมมีประสบการณ์ตรง(เฮ้ย= =') เลยเข้าใจความรู้สึกของคนไข้ได้ดี^ ^ ใครๆ ก็อยากได้หมอแบบนี้มารักษาตัวเองกันทั้งนั้นล่ะค่ะ^ ^
จากนี้ไปก็พยายามเข้านะคะ ถึงจะช่วยอะไรไม่ได้(แฮะๆ =w=''') แต่ก็จะขอคอยเป็นกำลังใจให้ค่ะ ทั่นว่าที่หมอคนต่อไป! @>_</
#1 By Irregulars on 2006-05-14 21:50