เหตุผลของการเป็นหมอ

posted on 14 May 2006 21:38 by erney007

ตรวจร่างกายผ่าน สอบสัมภาษณ์ผ่าน ประกาศผลเรียบร้อย เอินได้เป็นหมอขอนแก่นแล้วค่ะ

กลับมาถึงบ้านได้วันเดียวเพื่อนโทรมาบอกว่าที่รามาธิบดีเขาประกาศรับคนเพิ่ม 22 คน เพราะมีนักเรียนสละสิทธิ์ เราก็รีบเปิดเว็บเข้าไปดูทันทีเพราะจริงๆแล้วเราเลือกหมอรามาธิบดีไว้อันดับหนึ่ง ที่เรียนก็อยู่ตรงข้ามที่ทำงานแม่ ไม่ต้องไปไกลบ้าน คณะแพทย์ก็เก่ง และอีกหลายๆอย่างที่ทำให้เอินรู้สึกว่าที่นี่เหมาะสมกับเอินมากที่สุด ยกเว้นเรื่องคะแนนเพราะคะแนนเอินไม่สูงพอที่จะเข้าได้

คิดตามเงื่อนไขของกสพท.แล้วเอินจะได้คะแนน 62.7710 คะแนน ซึ่งถือว่าต่ำมากเพราะวิชาเฉพาะทำไม่ได้เลย ส่วนคะแนนต่ำสุดของหมอรามาอยู่ที่ 66.0734 คะแนน เอินยอมรับว่าทำคะแนน A-NET ได้ไม่ดีเลย บางทีเราอาจจะเป็นหมอไทยสังคมจริงๆก็ได้ คือไม่ได้เก่งทางวิทยาศาสตร์จริงๆ อาศัยแค่เป็นพวกแถไปเรื่อยๆแล้วฟลุกได้คำตอบที่ถูกต้องมากกว่า จริงๆแล้วเอินไม่ใช่คนเก่งอะไรจริงๆสักอย่าง

นับวันความกังวลยิ่งทวีมากขึ้น เพราะเอินเป็นคนเฉื่อย ทำอะไรชักช้า ไม่รอบคอบ คิดไม่เป็น ชุ่ย แล้วก็ผลัดวันประกันพรุ่ง โดนแม่ว่าอยู่ทุกวันว่าขี้เกียจขี้กลัว แบบนี้จะไปรักษาใครเขาได้ วันนี้เลยโทรไปคุยกับพี่ชายที่อยู่ศิริราช เขาก็ถามกลับมาว่า อยากเป็นหมอหรือเปล่าล่ะ

ก็อยากสิ อยากเป็นมากเลยด้วย

เออ แล้วอยากเป็นเพราะอะไรล่ะ

เอินลองนึกย้อนไปดูตอนที่ตัดสินใจเรียนหมอ ใครที่เห็นชีวิตช่วงม.ปลายของเอินมักจะคิดว่า แบบนี้มันจะไปเรียนอะไรได้ ทั้งทำกิจกรรม อ่านการ์ตูนในห้องเรียน ลดความอ้วน เล่นเกม บ้าแต่งนิยาย หลั่นล้าไปวันๆ เกรดเทอมแรกก็ 4.00 หลังจากนั้นมันก็ดิ่งเหวลงมาเรื่อยๆจนม.5เทอมปลาย ได้ 3.47 เพราะได้ฟิสิกส์เกรด 0 ลืมส่งงานอาจารย์ พลาดอย่างไม่น่าให้อภัย สำหรับคนที่เรียนเอาสนุกไปเรื่อยเปื่อยอย่างเอินก็คิดว่าเข้าสถาปัตย์ให้ได้ก็พอ หรือถ้าไม่ได้จริงๆก็ไปเรียนเศรษฐศาสตร์ ขำๆ ยังไงก็วิชาถนัดของเราอยู่แล้ว

เหตุก็เกิดตรงนี้แหละ วันก่อนที่เอินจะไปเยี่ยมป้าที่ขอนแก่น เอินถูกแมวกัดที่น่อง เขี้ยวฝังลึกเข้าไปในกล้ามเนื้อเลย เลือดไหลหยดเป็นทางไม่หยุด แต่เอินเคยฉีดวัคซีน Rabies แล้วแม่เขาเลยไม่ค่อยห่วง เดินมาดูเสร็จก็เดินไปดูแมวว่าโดนเอินเหยียบหางเป็นอะไรหรือเปล่า (อ้าว) สรุปว่าไม่ได้ล้างแผลทันที เชื้อโรคเลยลามเข้ากระแสเลือด คราวนี้ก็สนุกสนานครับ ปวดมากๆ ขาบวมเต่ง ขยับไม่ได้แม้แต่จะกระดิกนิ้วเท้าเพราะปวดมาก แถมเลือดจะไหลออกมาอีก เวลาจะยกขาต้องใช้มือช่วย พูดง่ายๆคือขาข้างนั้นใช้การไม่ได้เลย

ไปขอนแก่นด้วยความทุลักทุเลและกังวลมากๆ เราก็เริ่มเป็นไข้เพราะพิษบาดแผล แต่ก็ยังไม่ได้ไปหาหมอเพราะถ้าไปโรงพยาบาลก็รอนาน คลินิกก็อยู่ในเมือง อยากจะร้องไห้แต่ก็ร้องไม่ออก ถึงตอนนี้แผลที่ขาเริ่มมีน้ำเหลืองแล้ว ขยับทีก็เลือดออกจนขากางเกงชื้นไปหมด อาบน้ำก็ไม่สะดวก (ต้องห้ามเลือดกันหลับอาบน้ำ) กล้ามเนื้อน่องปวดมากๆ ขามันก็บวมจนน่ากลัว จากสีเนื้อธรรมดาก็เริ่มคล้ำขึ้น ความปวดยังอยู่แต่ประสาทสัมผัสเริ่มชา เอินกำลังจะขึ้นม.6 ก็มีความรู้มากพอว่าไอ้อาการแบบนี้มันเรียกว่าไฟลามทุ่ง และขาเอินมันก็เริ่มจะไปแล้ว ปล่อยไว้อีกเดี๋ยวได้เนื้อตายโดนตัดทั้งขาแน่ เผลอๆบาดทะยักจะถามหาอีกต่างหาก ในที่สุดเอินก็ตัดสินใจว่า เอาวะ ตายเป็นตาย ถึงจะเลือดไหลไม่หยุดยังไงวันนี้ต้องไปหาหมอให้ได้

ไปถึงคลินิกตอนใกล้ค่ำ ต้องนั่งรอเหมือนกัน ปวดทุกครั้งที่ขยับขา พอเข้าไปเจอหมอ ก็เห็นเป็นผู้ชายผิวขาวๆ หน้าตาจีนๆ ใส่แว่น บุคลิกก็เป็นหมอทั่วไป เราเองไม่ได้ประทับใจหมออยู่แล้วก็เดินไปที่เตียงตรวจอย่างซังกะตาย เออๆ เอาไงก็เอา พอหมอมายืนข้างๆ ถามแม่ว่าเป็นอะไรมา เปิดดูแผลแล้วก็จับพลิกมาดู (ปวด~~) คิดอะไรอยู่ครู่หนึ่งแล้วก็หันมาทางเรา

เขายิ้มให้

เท่านั้นแหละ ความกังวลทุกอย่างหายไปทันที ความกลัวที่ไม่รู้ว่าตัวเองจะเป็นอะไรหรือเปล่า ทุกอย่างหายไปหมดเพียงแค่หมอยิ้มให้ ฟังที่หมอพูดให้แม่ฟังก็รู้ว่าอาการหนักเอาเรื่อง แต่ก็ไม่กังวลแล้วเพราะเรารู้ว่ามีหมออยู่ หมอที่เข้าใจความทรมานของเรา เอินเพิ่งรู้ตอนนี้เองว่ารอยยิ้มนี่มีผลต่อจิตใจคนมาก หมอเขาก็ฉีดวัคซีนบาดทะยักให้แล้วก็สั่งยาแก้อักเสบ แนะนำวิธีการดูแลให้หมดทุกอย่างเพราะเอินจะต้องกลับบ้านวันมะรืนนี้แล้วและอาจไม่ได้มาที่คลินิกอีก ตอนหลังถึงได้มารู้ว่าหมอจบจากขอนแก่น เกียรตินิยมอันดับสอง (ถ้าเป็นมนุษย์ปกติถือว่าเก่งมาก) ปัจจุบันก็เป็นอาจารย์หมออยู่ที่ขอนแก่นด้วย

นั่นเป็นจุดเริ่มต้นของชีวิตการเป็นหมอของเอิน จากเด็กที่เรียนไม่เก่ง อยู่ประมาณอันดับท้ายๆของห้องก็ถีบตัวเองขึ้นมาเป็นอันดับที่สามของห้อง เป็นรองก็แค่พวกเด็กโอลิมปิก ที่เคยปากกล้าปากแข็งว่าชีวิตนี้ไม่มีทางเรียนพิเศษแน่นอนก็ไปลงคอร์สเอนทรานซ์วิชาเคมี ฟิสิกส์ และเลข ชีววิทยาที่เคยเกลียดเข้าไส้ก็ไปซื้อตำรามหาวิทยาลัยต่างประเทศมาอ่าน อ่านหนังสือง่วงก็หาอะไรกิน ตัวเองจะอ้วนก็ช่างมัน พูดง่ายๆก็คือเปลี่ยนวิถีชีวิตตัวเองไปเลย เพื่อเข้าหมอเนี่ยแหละ ไปสอบตรงสอบทุนสอบโควต้าที่ไหนก็ติดแต่สละสิทธิ์หมดเพื่อเอาหมอ บางคนคิดว่าเราบ้าเพราะไอ้พวกที่เราติดมันก็ของถนัดเรา ทั้งวิศวะ ทั้งเศรษฐศาสตร์ ทั้งบัญชี แต่พอเราบอกว่าเราจะเข้าหมอ ทุกคนก็จะทำหน้าเหลือเชื่อ แบบว่า "นี่หรือหมอ" อ่านะ... เราแค่ชอบเต้น Hip Hop เอง

ถามว่าเอินอยากเป็นหมอเพื่ออะไร เพื่อเงินเหรอ ไม่ใช่ ถ้าตอบแบบนางสาวไทยจะตอบว่า เพราะอยากช่วยเหลือคนอื่นค่ะ แต่เอินไม่ตอบอย่างนั้น เอินไม่คิดว่าตัวเองเป็นผู้ยิ่งใหญ่ขนาดที่ว่าจะช่วยเหลือคนทั้งโลกได้ ไม่ได้เก่งขนาดที่จะรักษาโรคยากๆหรือช่วยชีวิตคนได้ทุกคน ไม่ได้อยากเป็นหมอเพื่อช่วยเหลือคนไปเรื่อยๆ ทำเงินพอกินพออยู่ได้สบายๆ แต่ที่เอินเลือกเป็นหมอเพราะเอินเข้าใจความรู้สึกของการเป็นคนไข้ ความรู้สึกโดดเดี่ยว ความกังวล ความกลัว ความทรมาน การเป็นหมอไม่ใช่เพียงการซ่อมแซมร่างกายที่บาดเจ็บนั้น แต่มันคือการนำรอยยิ้มกลับมาสู่คนไข้ด้วย เขายิ้มได้เพราะเขามั่นใจว่าอย่างน้อยในตอนนี้ก็มีคนๆหนึ่งที่มองเขาอยู่ คนที่คอยรักษาอาการเจ็บป่วยของเขาให้หาย คนที่คอยให้กำลังใจเขาให้ต่อสู้กับโรคร้ายไปด้วยกัน คนที่ยิ้มให้กับเขาเสมอแม้ในยามสิ้นหวัง คนที่พยายามทุกวิถีทางเพื่อนำความสุขของเขากลับมา เอินก็อยากจะเป็นหมอแบบนั้นแหละ

ก็ไม่รู้ว่ามือเล็กๆคู่นี้กับเซลล์สมองสีเทาของเราจะพาว่าที่หมอคนนี้ไปได้ไกลแค่ไหน แต่เอินก็จะพยายามทำอย่างดีที่สุด ให้สามารถเรียกตัวเองว่า แพทย์ ได้อย่างเต็มภาคภูมิ

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet

เหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดก็ทำให้วิถีชีวิตและแนวคิดของคนเราเปลี่ยนไปได้มากจริงๆ นะคะ^ ^
ทั่นเอินจะเป็นหมอที่ดีได้แน่ค่ะ ถ้าพยายามอย่างนี้ต่อไปเรื่อยๆ^ ^ แถมมีประสบการณ์ตรง(เฮ้ย= =') เลยเข้าใจความรู้สึกของคนไข้ได้ดี^ ^ ใครๆ ก็อยากได้หมอแบบนี้มารักษาตัวเองกันทั้งนั้นล่ะค่ะ^ ^
จากนี้ไปก็พยายามเข้านะคะ ถึงจะช่วยอะไรไม่ได้(แฮะๆ =w=''') แต่ก็จะขอคอยเป็นกำลังใจให้ค่ะ ทั่นว่าที่หมอคนต่อไป! @>_</

#1 By Irregulars on 2006-05-14 21:50

สุดยอดเลยค่ะ
เราล่ะอยากมีแรงบันดาลใจให้ทำอะไรดีๆได้บ้าง เพราะไม่เคยได้เรื่องเลยซักอย่าง
ขอให้ได้เรียนหมอสมใจอยากเลยน๊า *-* อ่านแล้วรู้สึกดีจัง รุ้สึกได้ถึงความพยายาม ตั้งใจ ทุ่มเทจริงๆค่ะ ว่าที่คุณหมอ *----*
อยากให้มีหมอที่เข้าใจความรู้สึกของคนไข้จริงๆล่ะน่อออ สู้ๆนะค่ะ
ดีครับ เลือกเรียนสิ่งที่ตัวเองอยากเรียนดีที่สุดแล้วครับ เพราะเราจะต้องอยู่กับมันไปอีกนาน อาจจะตลอดทั้งชีวิตเลยก็ได้

#3 By SRP on 2006-05-14 22:02

...นับถือในความตั้งใจครับ
นี่สินะที่เค้าว่ากันว่า แรงบันดาลใจเป็นพลังได้สำหรับทุกอย่าง

แต่อยากท้วงนิดนึงว่า การจะเป็นหมอ หนทางดูจะอีกยาวไกล ไม่ใช่แค่ว่าสอบเข้าแพทย์ได้แล้วจะได้เป็นแพทย์เลย นศ. อินเทร์น เอ็กซ์เทิร์น ใช้ทุน ล้วนยากลำบาก ถึงจบแล้วคนไข้ก็ไม่นับถือว่าเป็นหมอจริงจัง จบกว่าจะจบแพทย์เฉพาะทางนั่นแหละ
จนกว่าจะถึงตอนนั้นอย่าละทิ้งความมุ่งมั่นที่มีในตอนนี้ไปซะก่อนล่ะครับ

ว่าไปนั่น.... จริงๆแล้วผมก็เพิ่งม.3 (กรรม มีเสียงแป่วเป็นระยะ...เหอ....)
แต่ผมก็คิดว่าการที่พ่อกรอกหูผมมาตลอดชีวิต มันก็คงเพียงพอที่จะรับรู้ความกดดันของการก้าวไปเป็นแพทย์

การเป็นหมอด้วยกำลังใจของตัวเอง
กับ การ "ต้องเป็นหมอ" ด้วยแรงกดดันบางประการ มันให้ความรู้สึกไม่เหมือนกันนะครับ...

โอ๊ย พล่ามไรให้ฟังไปเนี่ย
รู้สึกเป็นเด็กแก่แดดบังอาจสังสอนรุ่นพี่เลยเนอะ
ขอโต๊ดก๊าบบบบบบ
เอาเป็นว่าไอ้น้องคนนี้จะคอยเป็นกำลังใจให้ว่าที่หมออนาคตไกลคนนี้นะค้าบ เผื่อจะเจอคุณหมอที่ชื่อเอินในอนาคตบ้าง โชคดีครับผม
นับถือในความมุมานะของพี่เอินครับ

#4 By [ Sai ];charot on 2006-05-14 22:09

ยินดีด้วยนะคะ^_^

จะมีใครซักกี่คนที่อยากเป็นหมอด้วยเหตุผลนี้ แต่ว่า..นั่นเป็นเหตุผลที่ดีที่สุดที่คนป่วยต้องการเลยค่ะ

สู้ต่อไปอย่าย่อท้อนะคะ

#5 By Leelea~* on 2006-05-15 09:42

เยี่ยมมากค่ะ พูดได้คำเดียว..
ความตั้งใจที่จะทำบางอย่างให้สำเร็จเนี่ย มันเยี่ยมจริงๆนะค่ะ
สำหรับเราที่ไม่เคยมีความรู้สึกแบบนี้แล้ว^^" ต้องโค้งงามๆแล้วบอกว่านับถือจริงม๊ะค่ะ

#6 By Nami (58.9.194.163) on 2006-05-15 14:25

ความรู้สึกในการที่เราฝันที่จะเป็นอะไรนั้นสำคัญนะคะปิโยว่า เพราะสิ่งๆนี้น่ะมันสามารถทำให้เรามีกำลังใจหรือไม่ก็หมดกำลังใจไปเลย
แต่ว่าปิโยดีใจนะคะที่เอินซังคิดได้แบบนี้มันทำให้เรารู้สึกว่าหากมีหมออย่างนี้จริงๆล่ะก็เค้าคงจะเข้าใจในความรู้สึกของคนไข้ได้แน่ๆเลย
และก็ปิโยเองก็นับถือในความพยายามของเอินซังมากเลยนะ สามารถที่จะเข้าใกล้ความฝันได้มากขึ้นอีกหนึ่งก้าวแล้ว
ยังไงก็เป็นกำลังใจให้นะคะ พยายามต่อไปซักวันเราคงมีหมอน่ารักๆอย่างนี้แน่นอนเลย สู้ๆคับผม

#7 By piyodamarin on 2006-05-15 19:17

ยินดีด้วยนะคะ...ยังไงก็ขอให้พยายามอย่างงี้ต่อไปเรื่อยๆ นะคะ แน่นอนว่าการจะเป็นหมอมันไม่ได้ง่าย และทางมันก็ยังอีกยาวด้วย แต่อย่างน้อยเราคนนึงนะที่เชื่อว่าทั่นเอินจะเป็นหมอที่ดีในอนาคตได้ พยายามได้สุดยอดจริงๆ ค่ะ อ่านแล้วยังอายตัวเองแทนเลย ^^ ได้แต่ไร้สาระไปวันๆ จะทำอะไรได้ไหมเนี่ย ยังไงก็สู้ต่อไปนะคะ จะคอยเป็นกำลังใจให้นะคะ ...
ท่านเอินสู้ๆนะคะ^_^
เปงกำลังใจให้น้า
เราก็ลุ้นของเราต่อไป จะได้อยู่จุฬามั๊ยน้อ~

#9 By masaji (203.153.172.118) on 2006-05-17 12:53

อ่านแล้วดีใจจังที่รุ่นน้องเราน่ารักแบบนี้
ก็ขออวยพรให้น้องเอินได้เป็นหมออย่างที่หวังน้า แล้วก็ขอให้ได้เพื่อนที่จริงใจ ที่จะเป็นมิตรแท้ คอยช่วยเหลือเราได้ เด็กโรงเรียนเรามีปัญหาเรื่องการปรับตัวกับเพื่อนใหม่ เพื่อนๆพี่เองก็มีปัญหาเรื่องนี้กันหลายคนเหมือนกัน ก็ขอเป็นกำลังใจให้นะจ๊ะ ขอให้ชีวิตในรั้วมหาลัยต่อจากนี้ มีแต่เรื่องดีๆที่จะเป็นความทรงจำอันสวยงามของคุณหมอเอินในอนาคตนะ

#10 By Asana Fay on 2006-05-17 19:00

แหะๆ รู้สึกว่าในโรงเรียนเรา เอินจะเป็นคนแรกนะคะที่ได้หมอขอนแก่น (ไม่ก็ไม่เกินคนที่ 3 แต่ที่แน่ๆคือปี 1 ยันปี 6 ไม่มีโรงเรียนเราซักคน)

เหอๆ รุ่นบุกเบิกค่ะ

#11 By Dr.ERNEY on 2006-05-17 21:25

นั่นสินะ...เห็นปรกติส่วนใหญ่ก็ไม่ค่อยมีใครออกต่างจังหวัดเท่าไหร่เหมือนกัน (สำหรับพวกสายวิทย์ที่เลือกหมอ)
แรกๆอาจจะเหงาหน่อย แต่ก็พยายามร่าเริงๆไว้น้า เพื่อนหาไม่ยากหรอกจ้า แต่อาจจะต้องปรับเข้าหากัน จะมากหรือน้อยก็แล้วแต่คนด้วยล่ะนะ ^^;;

ก็สู้ๆนะจ๊ะ ทำได้อยู่แล้ว

#12 By Asana Fay on 2006-05-18 16:01

ไม่รู้จะเริ่มยังไงดีอ่ะค่ะ อยากจะบอกว่าอ่านเอนทรีนี้แล้วขนลุกเลย พี่เปนคนที่ทุ่มเทเต็มที่ทั้งแรงกายแรงใจเพื่อความฝันของตัวเอง น่านับถือมากๆเลยค่ะ

ขอแอบเป็นกำลังใจให้ด้วยคนนะคะ

#13 By яєивγα on 2006-06-09 00:06

#14 By anusra (202.143.178.195) on 2008-11-12 09:32

คิดว่าคนเป็นหมอ
ก็น่าสงาสารน่ะ
เหนื่อย
แต่ก็ยอมทุ่มเทให้คนไข้
แต่บางครั้งหมอก็เจอเรื่องแย่
โดนฟ้องบ้าง
นึก ๆ แล้วก็เห็นใจพวกหมอ ๆ เหมือนกัน่ะ
น่าสงสารangry smile

#15 By aum (203.170.234.20) on 2009-03-20 16:10

big smile open-mounthed smile confused smile sad smile angry smile tongue question embarrassed surprised smile wink double wink cry สุดยอด

#16 By (118.172.182.245) on 2009-05-28 20:39

ploy surprised smile k

#17 By (118.172.182.245) on 2009-05-28 21:29

thfgbjghj

#18 By (118.172.182.245) on 2009-05-28 21:29

ผมรูสึกมีแรงบันดาลใจมากๆเลยครับผมก็เป็นคนหนึ่งที่อยากจะเป็นหมอ เหตุผลที่ผมอยากเป็นหมอไม่ใช่อะไรเลยบางคนคิดว่าเป็นหมอเงินเดือนเยอะมีหน้ามีตา แต่สำหรับผมขอให้ผมได้ช่วยเพื่อนมนุษย์ผมก็รู้สึกดีมากๆเลยถ้าผมเป็นหมอผมขอแค่ได้รักษาคนไข้ก็พอ เงินเดือนอะไรผมไม่ขอ เป็นความฝันที่ยิ่งใหญ่ของผมเลย
ถ้าพี่ ๆคนไหนที่เป็นหมอมาเห็นกระทู้นี้ผมขอให้พี่ๆช่วยทำความฝันให้เป็นจริงหน่อยครับโดยการมาสอนพิเศษติวขอสอบเข้าแพทย์ผมจะคิดเงินได้เลยครับติดต่อ 089-4469870 ด่วน

#19 By นายปวเรศ (112.143.12.104) on 2009-07-07 14:40

หนูเป็นคนหนึ่งที่อยากเป็นหมอ ตอนแรกก็ไม่ชอบนะ การเป็นหมอ อยากเป็นครูมากกว่า ตอนนี้เรียนอยู่ ม.1 เลือกเรียนสายวิทย์ -คณิต ตอนแรกไม่คิดว่าจะสอบติด แต่ก็ขอเรียกว่าอาจจะฟลุ๊คนะค่ะ ได้ที่ 4 แต่ไม่ชอบเรียนวิทย์ มันงง แต่ตอนนี้ก็พยายามทำทุกอย่างให้ตัวเองชอบวิทย์ แต่อนาคตจะเป็นหมอหรือเปล่าก็ไม่รู้น่ะ แต่ก็จะตั้งใจเรียนให้ดีที่สุด

#20 By แพง (114.128.49.28) on 2009-08-25 18:44

หวาดดีจะ

#21 By พัทที้ (125.27.127.231) on 2009-09-09 09:06

ดีใจด้วยนะค่ะ หนูคงไม่ได้เป็นหมอเหมือนพี่หรอกค่ะ เพราะว่าหนูเรียนไม่เก่ง

#22 By ชุติมา ยศรักษา แป้ง (203.172.199.250) on 2009-11-16 14:26

ซึ้ง
ปมอยากเป็นหมอเหมือนกัล
ฝันไว้ตั้งเเต่ป6ตอนนี้ม3ขึ้นม4
ฝันไว้ว่าจะต้องเข้าแพทย์จุฬาให้ด้าย
ปมเก่งเเค่วิทกับคนิดปานกลาง
เเต่เกรดวิชาอื่นม่ายค่อยดีเลยงะ
ทำไงดีครับ เเนะนำหน่อย
popcorn_ice@hotmail.com

#23 By จิตจัยคนเปนหมอ (203.102.7.2) on 2009-12-16 12:29

ซึ้งมากเลยครับอยากจะมีเหตุการณืทำนองนี้เกิดกับตัวเองบ้าง บางทีอาจจะเปลี่ยนนิสัยแย่ๆของตัวเองใหม่ได้ ขอขอบคุณสำหรับเรื่องดีๆที่นำมาให้เป็นเกร็ดความรู้ครับbig smile

#24 By Yes Man (222.123.225.163) on 2009-12-30 13:51