สอบมิดเทอมคราวนี้ของเอินเข้มงวดมาก มีการสลับที่นั่งสอบ ตรวจชุดข้อสอบตามที่นั่ง และยังมีการติดตั้งกล้องวงจรปิดอีกต่างหาก หน้าห้องน้ำยังมีราวกั้น!!! ประมาณว่าสอบเสร็จกรุณาไปเข้าห้องน้ำที่อื่น ห้ามป้วนเปี้ยนอยู่หน้าห้องสอบเกินสามนาทีหลังออกจากห้อง มีการค้นตัวหาโพย และที่สำคัญ ต้องเข้าห้องสอบก่อนเวลาสอบจริงครึ่งชั่วโมง โอ้ว~~~!!! อะไรมันจะขนาดนั้น
เคยมีคนที่คณะจับได้ว่าพวกโกงข้อสอบจะจดโพยใส่ไว้ในกระเป๋าแล้วเอาออกมาดูตอนเข้าห้องน้ำ ทิ้งลงชักโครกจนส้วมตัน o_O! คณะอื่นคงปรับตกในวิชานั้นไปเลย หรือไม่ก็ติด F ต้องเรียนใหม่ แต่ถ้าเป็นคณะเราทุจริตสอบ ไล่ออกสถานเดียวค่ะ ถือว่าถ้าคิดจะเป็นหมอ สอบตกเสียยังจะดีกว่าทุจริต แค่นี้จรรยาหมอก็ไม่ผ่านแล้วล่ะค่ะ (เห็นด้วยๆ)
Entry นี้มาเครียดๆ จริงๆก็ไม่มีอะไรหรอก ช่วงนี้ก็เห็นหลายคนกำลังจะเอนท์ บางคนก็ไม่รู้ว่าจะเรียนอะไรดี อย่างที่ตัวเองชอบหรือเพื่อพ่อแม่ ข้าน้อยขอบอกเลยว่าเรียนเพื่อตัวเองเถอะ ถ้าเอาอย่างที่ชอบจริงๆมันก็ต้องหาทางทำมาหากินได้อยู่แล้วแหละ ดีกว่าเรียนที่ตัวเองไม่ชอบแล้วต้องทนมันไปตลอดจนจบ บางคนคิดว่าแค่เรียนๆไปเดี๋ยวพอทำงานก็ค่อยเลือกก็ได้ แต่สี่ปี ห้าปี หรือหกปีที่ต้องทนเรียนไปน่ะ มันทรมานจริงๆนะ
ตอนที่สอบเอนท์ กะจะเข้าสถาปัตย์ออกแบบตกแต่งภายใน (แต่ดันไปเป็นที่หนึ่ง ID ก็แปลกใจอยู่) รู้ว่างานแบบนี้มันไม่ค่อยจะมั่นคง อาจมีงานเป็นช่วงๆ ต้องทำงานหนัก ก็บอกแม่ไปว่า "ซื้อบ้านกันเถอะ" ตอนนั้นเช่าอยู่อพาร์ทเมนต์ รู้ว่าโตขึ้นบางทีเราอาจเลี้ยงแม่ไม่ได้ดีพอ เลยอยากให้แม่รีบซื้อบ้านตอนที่ยังมีเงินทำงานหาเงินได้เองอยู่ ไม่ใช่เนรคุณนะแต่อย่างน้อยเราทำงานหนักแต่แม่ยังมีบ้านอยู่ก็ยังดี แต่ตอนนี้อะไรหลายๆอย่างก็เปลี่ยนไปแล้ว แต่ก็ดีนะเพราะเราก็มาเรียนต่างจังหวัดพอดี (ได้ข่าวว่ามีสิทธิไม่ได้กลับไปอยู่บ้านตั้งเจ็ดปีแน่ะ T T มี intern ต่ออีกปี)
ในฐานะที่เรียนหมอ ข้าน้อยอยากจะฝากไปถึงทุกคนที่คิดเรียนทางนี้ว่า "คิดดีๆนะ" ประโยคยอดฮิต เพราะเราจะต้องอยู่กับมันไปอีกนาน อย่าคิดแค่เพียงว่าเรียนเพื่อทดแทนพระคุณพ่อแม่ ไม่มีพ่อแม่ที่ไหนมีความสุขที่เห็นลูกทนเรียนสิ่งที่ไม่ชอบเพื่อตัวเองหรอก ที่สำคัญ "อย่าเอาความคาดหวังของคนอื่นมาเล่นกับชีวิตคน" คุณถูกคาดหวังให้เรียนหมอทั้งๆที่ไม่อยากเรียน นั่นแหละคือการที่คุณเอาชีวิตคนไข้มาเสี่ยงกับการตัดสินใจผิดๆของคุณ นั่นแหละคือสิ่งเลวร้ายที่หลายคนมองไม่เห็น
อีกอย่างที่น่าคิดคือ คนที่เรียนหมอทุกคน (ในวิทยาลัยแพทย์ของรัฐ) ใช้เงินงบประมาณแผ่นดินในการเรียน ดังนั้น ถ้าคุณมาเรียนหมอแล้วไม่จริงจัง หรือเรียนเล่นๆ จบไปก็ไปทำอย่างอื่นที่มันไม่ได้เกี่ยวกับที่เรียนมาเลย คุณก็จะกลายเป็น "คนกินภาษีราษฎร" ไปนั่นเอง คนทั้งประเทศจ่ายภาษีให้คุณได้เรียน ถ้าเรียนเอกชนปีละ 350,000 นะคะ ปริญญาแพทย์หนึ่งใบก็ 2,100,000 บาท มีอะไรหลายอยู่ที่คุณต้องจ่ายแต่รัฐยินดีช่วยเพื่อสร้างแพทย์เพื่อประชาชนทุกคน มหาลัยเอกชนคงไม่น่าห่วงเพราะถ้าไม่อยากเรียนแพทย์จริงคงไม่จ่ายเยอะขนาดนั้น แต่คนที่อยากเรียนแพทย์ในมหาลัยรัฐก็จงคิดให้ดีก็แล้วกัน
การเรียนหมอ ถ้าให้พูดจริงๆเวลาคนถามแล้วตอบว่า "เรียนหมอค่ะ/ครับ" คงจะดูดีไม่น้อย แต่จริงแล้วเราก็เป็นคนธรรมดาๆนั่นแหละ เป็นนักศึกษาที่เรียนหนักถล่มทลายกว่าชาวบ้านเขา จะเป็นหมอที่ไหนจบมาก็เป็นหมอเหมือนกัน เคยมีเพื่อนเราคนหนึ่งติดหมอศิริราชแต่ไม่รุ้จะเอาดีมั้ย เราเลยถามมันว่า "แล้วถ้าเธอติดหมอขอนแก่นเหมือนฉัน เธอจะเรียนมั้ย" มันตอบว่าไม่ "แล้วถ้าเธอติดหมอรามาธิบดี เธอจะเรียนมั้ย" เขาก็คิดว่าคงไม่ เราเลยแนะไปว่า ถ้าติดที่สถาบันน่ะ ก็อย่าเรียนเลย ความโก้กับความสุขมันแทนกันไม่ได้หรอก (แล้วตอนนี้เพื่อนเราก็เรียนนิติจุฬาไปแล้ว แฮปปี้มีความสุข)
แต่ถ้าใครคิดดีแล้วจริงๆว่าจะเรียนหมอ ข้าน้อยและผองเพื่อนก็ยินดีต้อนรับอนาคตหมอทุกท่านนะคะ คุณกำลังจะได้รับเกียรติให้ใช้คำนำหน้าว่า "นักศึกษาแพทย์" แล้วก็จงเตรียมตัวให้ดี คุณกำลังจะได้รู้จักแง่มุมอีกหลายๆอย่างในสังคม รวมไปถึงแง่มุมของชีวิตแบบที่คุณไม่เคยคิดถึงมาก่อน ซึ่งมันสนุกและน่าค้นหาคำตอบบ้าง แม้บางทีอาจจะเศร้าและต้องเหนื่อยเอาเรื่องอยู่ แต่ถ้ามีความสุขทุกอย่างก็จะผ่านไปได้ด้วยดี จริงมั้ยคะ^^
สู้ๆ!! ขอเป็นกำลังใจให้แอดมิชชั่นรุ่นที่สองนะคะ ส่วนคนที่ยังไม่ได้เอนท์ก็มีเวลาคิดอีกนาน ค่อยๆคิดไปแล้วค้นหาตัวเองให้พบ ถ้ามีใครสนใจเรียนหมอก็แอดเมล์มาคุยกันได้ค่ะ (erney007@hotmail.com) ส่วนเราก็เป็นหมอศิลปกรรมแบบนี้แล วะฮ่าฮ่าๆๆๆ!!!!!~~~!!!
สวัสดีค่ะ
ปล. เฉลยโจทย์ครั้งที่แล้ว พจน์ที่หนึ่งคือพลังงานจลน์ พจน์ที่สองคือสูตรการหาความเครียดในเส้นลวด เพราะฉะนั้นพจน์ที่สามก็จะเป็น........
C2H5OH <<<< เอทานอล <<<<<< เหล้า
ถูกต้องนะคร้าบ~~~!!!!!!! จน เครียด กินเหล้า!!!
*/เผ่น
edit @ 2006/12/10 17:06:11